บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ปี 2561 นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลจากการที่บริษัทได้ขยายธุรกิจเพื่อแข่งขันบนเวทีระดับโลก

เรียน ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย

ปี 2561 นับเป็นปีที่สำคัญสำหรับไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยไมเนอร์ กรุ๊ป ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จที่ผ่านมาของบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้บริษัทมองไปข้างหน้าและเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายที่ตื่นเต้นและโอกาสในการเติบโตของบริษัทในอนาคต

นอกจากนี้ ปี 2561 ยังนับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากการที่บริษัทได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างทั้งความแข็งแกร่งและทรัพยากรของบริษัทเพื่อก้าวสู่การแข่งขันบนเวทีระดับโลก โดยการขยายฐานธุรกิจที่สำคัญในปี 2561 ได้แก่ การเข้าลงทุนในเอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ป ซึ่งเป็นเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ในทวีปยุโรป และการเข้าลงทุนในเบนิฮานา ซึ่งเป็นเครือร้านอาหารเทปันยากิสไตล์ญี่ปุ่นชั้นนำระดับโลก เมื่อรวมกับฐานธุรกิจที่บริษัทได้สร้างมาแต่เดิม ส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นบริษัทข้ามชาติชั้นนำระดับโลกด้านฐานการดำเนินงานครอบคลุมทั่วทวีปออสเตรเลีย เอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ตลอดจนถึงทวีปยุโรปและอเมริกา

เมื่อมองถึงอนาคต มักจะมีคนถามผมว่า ผมวาดภาพไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลในอีก 10 ปีหรือ 20 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร คำตอบของผมคือ ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนลอาจจะยังไม่ได้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้มีจำนวนห้องพักจำนวนร้านอาหาร หรือจำนวนจุดจำหน่ายสินค้าที่มากที่สุด แต่บริษัทจะยังคงเป็นบริษัทที่ดำเนินงานอย่างชาญฉลาดและมีการปฏิบัติงานอย่างสมเหตุสมผล มากที่สุดบริษัทหนึ่ง กล่าวคือเป็นบริษัทที่มีความว่องไว มองเห็น คว้าโอกาส และขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างรวดเร็วกว่าคู่แข่ง พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย อีกทั้งด้วยการให้ความสำคัญกับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน รวมถึงฐานธุรกิจของบริษัทที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้น และช่วยสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท

ปัจจุบัน ด้วยฐานการดำเนินงานครอบคลุม 62 ประเทศ (และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ) ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลจะต้องมีความคล่องแคล่ว ยืดหยุ่นและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะสามารถชนะคู่แข่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัทตระหนักว่าสิ่งที่เคยใช้ได้ผลกับบริษัทในอดีต จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปในอนาคต ดังนั้น บริษัทจึงต้องเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาวะตลาดและผู้บริโภค โดยแนวคิดนี้ถือเป็นพื้นฐานของความสำเร็จของบริษัท ซึ่งส่งผลให้บริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ขององค์กร เพื่อสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและสภาพการแข่งขันในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บริษัท ตระหนักดีว่าลูกค้าให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และบริการน้อยลงกว่าที่เคยในอดีต และหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำมากขึ้น ดังนั้น บริษัท จึงมีวิสัยทัศน์ใหม่คือ “เป็นผู้นำในธุรกิจที่ส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยม เหนือความคาดหมาย เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดและผลกระทบเชิงบวกให้กับลูกค้าและทุกฝ่ายที่มีส่วนในความสำเร็จของเรา” โดยทุกกลุ่มธุรกิจได้รับทราบถึงวิสัยทัศน์ใหม่ ซึ่งนำไปสู่การปรับแผนกลยุทธ์ 5 ปีของบริษัท

แผนกลยุทธ์ 5 ปีใหม่ของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงเป้าหมายทางการเงินไว้ และบริษัทได้เพิ่มเป้าหมายที่ไม่เกี่ยวข้องทางการเงิน เพื่อช่วยกำหนดแนวทางการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยบริษัทมีเป้าหมายทางการเงินที่จะสร้างการเติบโตของผลกำไรโดยเฉลี่ยต่อปีในอัตราร้อยละ 15-20 และเพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on Invested Capital) ให้ถึงร้อยละ 12 ภายในปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทตระหนักดีว่า

ทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ดังนั้น บริษัท จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรในฝัน (Employer of Choice) อีกทั้งบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ไม่เพียงจากมุมมองของการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม แต่ยังเป็นเพราะความคาดหวังของตลาดอุตสาหกรรมและผู้บริโภค จากการที่การพัฒนาสู่ความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของบริษัท

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้างต้น บริษัทยังคงปัจจัยในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จที่มีอยู่เดิม และได้เพิ่มปัจจัยใหม่ โดยบริษัทจะยังคงมุ่งเน้นในการสร้างเครือข่ายแบรนด์ที่แข็งแกร่ง สร้างมูลค่าและประสิทธิภาพ รวมถึงการลงทุน สร้างพันธมิตร และเข้าซื้อกิจการ และด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภค เทคโนโลยี หรือการแข่งขันบริษัทตระหนักดีว่า บริษัทไม่สามารถที่จะพึ่งพาเพียงแค่ปัจจัยในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จที่มีอยู่เดิมได้ เพื่อที่จะเป็นบริษัทที่ดีกว่าและเหนือกว่าคู่แข่ง บริษัทจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วซึ่งมีผลกระทบในทุกแง่มุมของชีวิตลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้ามีความคาดหวังใหม่ทุกวัน ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าถึงลูกค้าให้ดีขึ้น นวัตกรรมและดิจิทัล จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้า ตลอดจนการดำเนินงานแนวทางปฏิบัติ และรูปแบบธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้ บุคลากรและทีมงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในปัจจุบัน เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคต

เมื่อมองย้อนกลับไป ปี 2561 เป็นปีแห่งการวางรากฐานของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลในรูปแบบใหม่ ซึ่งพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม โดยนอกจากการเปิดตัวโรงแรมและการขยายสาขาร้านอาหารและจุดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์แล้ว ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเพิ่มแบรนด์ใหม่ที่สำคัญ ซึ่งรวมถึง เอ็นเอช คอลเลคชั่น, เอ็นเอช โฮเทลส์ และนาวของไมเนอร์ โฮเทลส์ เบนิฮานาของไมเนอร์ ฟู้ด และโบเดิ้มและเซฟ มาย แบคของไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ ทั้งปี ในปี 2561 ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 5,957 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปี 2560 สำหรับการดำเนินงาน

ไมเนอร์ โฮเทลส์และไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ มีผลการดำเนินงานที่ดี ในขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการบริโภคทั้งภายในประเทศไทยและตลาดหลักอื่น ๆ นอกจากนี้ การเข้าลงทุนในเอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ป ยังสร้างผลกำไรให้กับ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลทันทีในปี 2561 ทั้งนี้ด้วยความมุ่งมั่นของทีมงานในปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทมีความมั่นใจในทรัพยากรที่แข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายแบรนด์ ฐานการดำเนินงานของโรงแรม ร้านอาหารและร้านค้าไลฟ์สไตล์ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งด้านการท่องเที่ยว พักผ่อน สันทนาการ และไลฟ์สไตล์ บุคลากรกว่า 130 สัญชาติที่ทำงานในกว่า 60 ประเทศ หรือแนวทางปฏิบัติที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเป็นเลิศในการดำเนินงานพร้อมไปกับการดูแลโลกของเราเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนโดยทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่งผลให้บริษัทประสบความสำเร็จได้เกินกว่าวิสัยทัศน์ที่ได้ตั้งไว้และนำพาไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลให้ก้าวไปสู่อีกระดับในปี 2562 และต่อไป

นอกจากเรื่องของตัวเลขทางการเงินแล้ว บริษัทมีความมุ่งมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมไปกับการเติบโตของบริษัท บริษัทตั้งใจที่จะให้ธุรกิจ

มีการเติบโตอย่างยั่งยืน และมีการเปรียบเทียบตนเองกับมาตรฐานระดับสากล โดยตั้งเป้าไม่เพียงแต่จะให้ทัดเทียมกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ต้องดีกว่ามาตรฐานอีกด้วย ถึงแม้ว่าบริษัทจะยังอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อให้ไปถึงจุดมุ่งหมายดังกล่าวแต่บริษัทมีพัฒนาการในทางที่ดี ซึ่งเห็นได้จากรางวัลต่าง ๆ ที่บริษัทได้รับ และการได้รับคัดเลือกเข้ากลุ่มดัชนีความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางหลายกลุ่ม ผมมีความภูมิใจที่จะรายงานว่าในปีนี้ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนยอดเยี่ยมประจำปี 2561 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นปีแรก นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกของ Dow Jones Sustainability Emerging Markets Index เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน เป็นสมาชิกของ FTSE4Good Emerging Index เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และเป็นสมาชิกของหุ้นยั่งยืน ประจำปี 2561 ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันและในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิก MSCI ESG Leaders Indexes

ตลอดการเดินทางของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทได้สร้างความสัมพันธ์ที่ซื่อสัตย์ มั่นคง และมีประโยชน์ร่วมกันกับผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ หรือผู้ถือหุ้น ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการ ผมใคร่ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับการมีส่วนร่วมสนับสนุนในการสร้างไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนลในวันนี้ ผมหวังว่าปี 2562 จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้น ด้วยการเริ่มต้นบทใหม่ของไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อสร้างเรื่องราวแห่งความสำเร็จที่จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของบริษัท ท้ายสุดและที่สำคัญที่สุด ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมร่วมกันให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกท่านต่อไปในอีกหลายปี

วิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค

ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

มีนาคม 2562