บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

บริษัทมีผลกำไรจำนวน 5,415 ล้านบาทในปี 2560 เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับผลกำไรจากการดำเนินงานในปี 2559

เรียน ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย

ปี 2560 นับเป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับไมเนอร์ โดยเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของไมเนอร์ กรุ๊ป สำหรับผม 50 ปีแรกเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางของบริษัท เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

มองย้อนกลับไป บริษัทมีพัฒนาการมายาวนาน จากจุดเริ่มต้นของไมเนอร์ กรุ๊ปในปี 2510 ด้วยการก่อตั้งบริษัทโฆษณาและบริษัทให้บริการทำความสะอาดสำนักงาน และจุดเริ่มต้นของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลในปี 2521 ด้วยการเปิดโรงแรมรอยัลการ์เด้น รีสอร์ท พัทยา ระหว่างการเดินทางจนถึงปัจจุบัน บริษัทได้เผชิญกับอุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย เหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง โรคระบาด และภัยธรรมชาติ แต่ทุกครั้ง บริษัทก็สามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม และสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตและประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง จากโรงแรมเพียงแห่งเดียวและร้านอาหารหนึ่งสาขาเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ขยายธุรกิจ จนปัจจุบันมีโรงแรมในเครือกว่า 510 แห่ง ร้านอาหารกว่า 2,100 สาขา และจุดจำหน่ายสินค้ากว่า 450 แห่ง ภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย จากเงินลงทุนเพียงกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ และพนักงานเพียงไม่กี่คนในประเทศไทย ปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่าตามราคาตลาดมากกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีพนักงานเกือบ 90,000 คนใน 62 ประเทศ

ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าความสำเร็จที่ผ่านมาของบริษัทเกิดจากปัจจัยที่สำคัญหลายประการ บริษัทมีการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุกคนในองค์กรแผนกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทมีการกระจายธุรกิจ โดยมีทั้งแบรนด์และรูปแบบการทำธุรกิจที่กระจายในหลากหลายภูมิภาคซึ่งมีส่วนช่วยให้บริษัทสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทสามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ด้วยความทุ่มเทของทีมบุคลากรที่มากด้วยความสามารถทั้งผู้บริหารและพนักงาน ซึ่งมีส่วนร่วมในการผลักดันให้บริษัทก้าวเดินไปในทิศทางที่เหมาะสมตลอด 50 ปีที่ผ่านมา บุคลากรดังกล่าวได้สร้างและขยายเครือข่ายแบรนด์ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสินค้าและบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจ 100% ให้กับผู้มีส่วนได้เสียซึ่งคงจะสำเร็จไปไม่ได้หากไม่มีระบบการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศซึ่งบริษัทได้สั่งสมความรู้ความสามารถตลอดเวลาที่ผ่านมา

ความสำเร็จที่สำคัญอีกประการหนึ่งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาคือ เส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท ซึ่งมีจุดเริ่มต้นด้วยการที่โรงแรมแต่ละแห่ง แบรนด์แต่ละแบรนด์ และหน่วยงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจ มีความตั้งใจที่จะตอบแทนสังคมโดยจัดกิจกรรมเพื่อสังคมของตนเอง ในปัจจุบัน บริษัทมีฝ่ายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ซึ่งมีหน้าที่จัดทำแผนกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนและดูแลกิจกรรมของทั้งองค์กร เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ผมมีความภูมิใจที่จะรายงานว่าไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มดัชนีความยั่งยืนหลายกลุ่ม ซึ่งรวมถึง Dow Jones Sustainability Emerging Markets Index, FTSE4Good Emerging Index และหุ้นยั่งยืน ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเข้าร่วมดัชนีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของบริษัท

ย้อนกลับมาในปัจจุบัน ในปี 2560 บริษัทยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการดำเนินงานของบริษัท เช่นเดียวกับที่บริษัทได้ทำมาทุกปีตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทสามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทมีผลกำไรจำนวน 5,415 ล้านบาทในปี 2560 เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับผลกำไรจากการดำเนินงานในปี 2559 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ โดยมีประเด็นความสำเร็จในปี 2560 ดังต่อไปนี้

  • ไมเนอร์ โฮเทลส์มุ่งขยายแบรนด์ที่หลากหลายของบริษัทในตลาดที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าและขยายเครือข่ายแบรนด์ของบริษัท โดยได้เปิดตัวแบรนด์อนันตราและอวานีเป็นครั้งแรกในทวีปยุโรป ด้วยการเปิดโรงแรมอนันตรา วิลามัวรา อัลการ์ฟ รีสอร์ท และโรงแรมอวานีอวานิดา ลิเบอร์ดาเด ลิสบอน โฮเทล ในประเทศโปรตุเกส ซึ่งเดิมเป็นตลาดของแบรนด์ทิโวลี ส่วนในภูมิภาคออสตราเลเชีย ซึ่งบริษัทมีกลุ่มโรงแรมโอ๊คส์ ไมเนอร์ โฮเทลส์ได้เปิดตัวแบรนด์อวานีเป็นครั้งแรก ด้วยการเปิดโรงแรมอวานี เมโทรโพลิส โอ๊คแลนด์ เรสซิเดนเซส ในประเทศนิวซีแลนด์ และโรงแรมอวานี บรอดบีช เรสซิเดนเซส ในประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวแบรนด์ทิโวลีในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งบริษัทมีเครือข่ายของแบรนด์อนันตรา อวานี และโอ๊คส์อยู่แล้ว โดยเปิดโรงแรมซุค วาคิฟ บูทีค โฮเทลส์ บาย ทิโวลี ในเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์
  • ในตลาดอื่นที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ บริษัทยังคงมุ่งขยายกลุ่มธุรกิจโรงแรม โดยไมเนอร์ โฮเทลส์ได้เปิดโรงแรมอนันตรากุ้ยหยาง รีสอร์ท ซึ่งเป็นโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารประกอบด้วยห้องพักจำนวน 218 ห้อง และนับเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ของบริษัทในประเทศจีน บริษัทได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อวานีในประเทศไทย โดยเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 เพื่อเข้าลงทุนและบริหารโรงแรมอวานีหัวหิน รีสอร์ท แอนด์ วิลล่าส์ซึ่งเป็นโรงแรมอวานีแห่งที่ 5 ในประเทศไทย และเป็นโรงแรมแห่งที่ 25 ในเครือของบริษัทในประเทศไทย นอกจากนี้ ไมเนอร์โฮเทลส์ยังคงปรับปรุงกลุ่มโรงแรมในประเทศโปรตุเกสของบริษัทเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและสร้างโอกาสในการเพิ่มค่าห้อง ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับปรุงโรงแรมเสร็จสิ้นแล้วทั้งหมด 5 แห่งโดย 2 แห่งเสร็จสิ้นในปี 2559 และอีก 3 แห่ง ในปี 2560 ในปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงโรงแรมอีก 4 แห่ง ซึ่งจะเสร็จทันช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในปี 2561
  • ในปี 2560 ไมเนอร์ โฮเทลส์เข้าดำเนินธุรกิจในตลาดใหม่ 2 แห่ง โดยกลุ่มโอ๊คส์เข้าดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดีย ด้วยการเปิดโรงแรมโอ๊คส์ พุทธคยา ซึ่งเป็นโรงแรมร่วมทุนในสัดส่วนร้อยละ 25 ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย นอกจากนี้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ได้เข้าดำเนินธุรกิจในสหราชอาณาจักร โดยลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 74 ในคอร์บิน แอนด์ คิง ดำเนินธุรกิจร้านอาหารจำนวน 6 สาขาทั่วลอนดอน รวมถึงแบรนด์เดอะ วูส์ลีย์ ในย่านพิคคาเดลี่ (Piccadilly) และโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหาร คือ โรงแรมเดอะ โบมอนต์เป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่ใจกลางย่านเมย์แฟร์ (Mayfair) การลงทุนดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานให้กับบริษัทในการขยายธุรกิจในสหราชอาณาจักรต่อไป
  • ไมเนอร์ โฮเทลส์ได้ประกาศการเข้าลงทุนร่วมกับบริษัท คาจิมา คอร์ปอเรชั่น เพื่อเปิดตัวโครงการอวาดินา ฮิลส์ บาย อนันตราซึ่งเป็นโครงการบ้านพักตากอากาศ ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมอนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท นอกจากนี้ โครงการอนันตรา เวเคชั่น คลับซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขายตั้งแต่กลางปี 2558 มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการเติบโตของรายได้ในอัตราร้อยละ 28 ในปี 2560
  • ไมเนอร์ ฟู้ดยังคงขยายธุรกิจในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทเชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยไมเนอร์ ฟู้ดได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในแบรนด์หลักของบริษัทในประเทศ คือ ริเวอร์ไซด์ซึ่งเป็นร้านอาหารจานปลาเสฉวนบาร์บีคิว จากร้อยละ 69 เป็นร้อยละ 85 นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดร้านอาหารไทย เอ็กซ์เพรสในรูปแบบแฟรนไชส์สาขาแรกในท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง
  • บริษัทเชื่อมั่นในโอกาสในการเติบโตอย่างสูงของอาหารไทยในต่างประเทศ ดังนั้น ไมเนอร์ ฟู้ดจึงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของบริษัทในสหราชอาณาจักร ด้วยการแปลงเงินให้กู้เป็นหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 70 ในแกรบบ์ ฟู้ด ซึ่งเป็นธุรกิจร้านอาหารไทยแบบนั่งทานในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ภัทรา ฟายน์ ไทยคูซีน ซึ่งไมเนอร์ ฟู้ดถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 ได้รับโอนธุรกิจร้านอาหารภัทราจำนวน 4 สาขาในสหราชอาณาจักร ส่งผลให้บริษัทมีร้านอาหารภัทราในเครือทั้งหมด 7 สาขา ณ สิ้นปี 2560
  • ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ยังคงสร้างเครือข่ายด้วยการมองหาโอกาสในการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ในปี 2560 บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์โจเซฟ โจเซฟ ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องครัวดีไซน์ทันสมัยจากสหราชอาณาจักร และแบรนด์โอวีเอส ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี และเด็กจากประเทศอิตาลี
  • ในการขยายธุรกิจ บริษัทไม่เคยละเลยการดูแลสถานะทางการเงินของบริษัท และได้รักษาฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งตลอดมา ทั้งนี้ บริษัทประสบความสำเร็จในการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ MINT-W5 ซึ่งมีอัตราการใช้สิทธิแปลงสภาพร้อยละ 98.7 ส่งผลให้บริษัทได้รับเงินทุนจากการแปลงสภาพทั้งสิ้น 7.9 พันล้านบาท ดังนั้น บริษัทจึงมีอัตราส่วนหนี้สินที่ลดลงและมีเงินสดเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจในอนาคต

ปัจจุบัน ไมเนอร์มีความพร้อมในการสร้างการเติบโตของธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นและครอบคลุมพื้นที่กว้างไกลกว่าเดิม ตามแผนกลยุทธ์ 5 ปี บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของผลกำไร ในอัตราร้อยละ 15 - 20 ในอีก 5 ปีข้างหน้า และเพิ่มอัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on Invested Capital) ให้มากกว่าร้อยละ 13 ภายในปี 2565 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทจะผลักดันการเติบโตของธุรกิจผ่านเครือข่ายแบรนด์ที่หลากหลาย เพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้สูงสุด และขยายธุรกิจผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ การร่วมทุน และการซื้อกิจการ บริษัทเชื่อว่าบริษัทมีเครือข่ายแบรนด์และบุคลากรที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันเพื่อส่งเสริมการเติบโตและความสำเร็จต่อไปในอนาคต

ผมขอสรุปรายงานประจำปีนี้ด้วยการแสดงความขอบคุณต่อคณะกรรมการ ผู้บริหาร และบุคลากรทุกคน นอกจากนี้ ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการ ผมใคร่ขอขอบคุณผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท ซึ่งรวมถึงลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ถือหุ้นที่ให้การสนับสนุนตลอดมา ปี 2560 นับเป็นปีที่ท้าทายและคุ้มค่าสำหรับบริษัท และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมงานกับทุกท่านเพื่อสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อไปในอีก 50 ปีข้างหน้าและต่อๆ ไป

วิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค

ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

มีนาคม 2561